ผอ.รร.อนุบาลนครปฐม ควงผู้บริหารแจงยิบ ทุกขั้นตอน

ผอ.รร.อนุบาลนครปฐม ควงผู้บริหารแจงยิบ ทุกขั้นตอน โซเชียลถล่ม เพราะเจอไอ้โม่ง อาจเสียประโยชน์ในโรงเรียนดัง

ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม พร้อมผู้บริหาร ครู นำทีมแจงข้อเท็จจริงกรณีเพจดัง นำข้อมูลเผยแพร่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน โดยมีการตั้งปมหลายข้อมที่ชวนสงสัย ซึ่งผู้บริหารทั้งหมด ได้แจงชัดพร้อมยืนยันมีเอกสารว่าสามารถตรวจสอบข้อมูลได้และเป็นการดำเนินการมานับสิบปี เพิ่งจะมาปัญหาในปีนี้หลังผู้อำนวยการคนใหม่ย้ายมาบริหารได้ไม่กี่เดือน แต่พบปมตัวเลขเงินมูลค่านับล้านที่มีข้อสงสัยจึงได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจนเริ่มพบตัวไอ้โม่งที่ได้ประโยชน์ดังกล่าว จึงพยายามสร้างกระแสในโซเชียล เพื่อให้ตนเองหยุดการสอบสวน ย้ำอย่าทำลายชื่อเสียงโรงเรียนเพราะบอบช้ำมากแล้ว ขณะมีครูเตรียมรวมตัวเรียกร้องความเป็นธรรมให้โรงเรียนและผู้อำนวยการ เพื่อเปิดโปงข้อมูลที่หมกไว้ใต้พรม อีกเพียบ

จากกรณีเพจดัง ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย ซึ่งมีผู้ติดตาม 2.7 แสนคน ได้ลงภาพและข้อความเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 17 พ.ค.69 ที่ผ่านมาโดยมีข้อความระบุว่า เงินเรียนเสริมฯ 2.38 ล้าน โปร่งใสแค่ไหน? ผู้ปกครองร้องตรวจสอบ “อนุบาลนครปฐม” ปมเก็บเงินนอกระบบ-แบ่งรายได้กันเอง  ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลนครปฐม ร้องขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนิน “โครงการเรียนเสริมศักยภาพช่วงปิดภาคเรียน” ปีการศึกษา 2569 หลังพบข้อสงสัยหลายประเด็นเกี่ยวกับการจัดเก็บเงิน การบริหารรายได้ และการใช้ทรัพยากรของโรงเรียน ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามระเบียบราชการ
จากข้อมูลระบุว่า โรงเรียนมีการจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 20 เมษายน – 8 พฤษภาคม 2569 โดยเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองคนละ 1,700 บาท มีนักเรียนเข้าร่วมประมาณ 1,400 คน รวมยอดเงินประมาณ 2,380,000 บาท อย่างไรก็ตาม ผู้ร้องเรียนระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจไม่ได้ผ่านระบบการเงินของโรงเรียนอย่างเป็นทางการ ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดโครงการ รายรับ รายจ่าย หรือการอนุมัติงบประมาณต่อสาธารณะ อีกทั้งการรับเงินจากผู้ปกครองหลายส่วนไม่มีการออกใบเสร็จรับเงินอย่างชัดเจน เอกสารที่ถูกเผยแพร่ยังปรากฏข้อมูลการ “แบ่งสัดส่วนรายได้” ภายใน โดยมีการหักค่าอาหาร และแบ่งเปอร์เซ็นต์ในลักษณะ 10% และ 5% ก่อนสรุปยอดคงเหลือแต่ละสายชั้น มีข้อสังเกตว่า เงินที่นำส่งเข้าสถานศึกษาอาจมีเพียงบางส่วนของรายรับทั้งหมด ขณะที่ครูผู้สอนบางรายอาจได้รับค่าตอบแทนหลักหมื่นบาทต่อคน รวมถึงมีการกันเงินลักษณะ “กองกลาง” อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งยังไม่ปรากฏหลักฐานการดำเนินการทางบัญชีตามระบบราชการอย่างชัดเจน
ผู้ปกครองบางส่วนยังตั้งคำถามถึง “ความคุ้มค่า” ของกิจกรรมดังกล่าว เนื่องจากมองว่ารูปแบบการเรียนการสอนไม่แตกต่างจากการดูแลเด็กทั่วไปมากนัก และหลายครอบครัวเพียงต้องการสถานที่ดูแลบุตรหลานช่วงปิดภาคเรียน
ข้อเรียกร้องสำคัญที่ถูกส่งถึงภาคประชาชนและหน่วยงานตรวจสอบ มีดังนี้
* โครงการดังกล่าวได้รับอนุมัติถูกต้องตามระเบียบหรือไม่
* การจัดเก็บเงินผ่านระบบการเงินของสถานศึกษาหรือไม่
* การแบ่งสรรรายได้โปร่งใส ตรวจสอบได้หรือไม่
* การใช้สถานที่ราชการ บุคลากร และทรัพยากรของโรงเรียน ได้รับอนุญาตถูกต้องหรือไม่
* หากมีการใช้ตำแหน่งหน้าที่หรือทรัพยากรของรัฐเพื่อแสวงหาประโยชน์ จะมีผู้ใดต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายของรัฐกรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ค่าเรียนพิเศษ” แต่คือคำถามสำคัญเรื่องความโปร่งใสในการบริหารเงินภายในสถานศึกษา โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับเงินจากผู้ปกครองจำนวนหลายล้านบาท และการใช้ทรัพยากรของรัฐ  ประชาชนคาดหวังคำชี้แจงที่ชัดเจน พร้อมเอกสารตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงคำอธิบายลอยๆ เพราะโรงเรียนคือสถานที่สร้างอนาคตเด็ก ไม่ใช่พื้นที่สีเทาของระบบผลประโยชน์
#STRONGต้านทุจริตประเทศไทย
#โรงเรียนอนุบาลนครปฐม
#ตรวจสอบความโปร่งใส
#เงินผู้ปกครองต้องตรวจสอบได้
#ภาษีประชาชน
#ต้านทุจริต

ล่าสุดวันที่ 18 พ.ค.69 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้เข้าพบกับ ดร.วชิรวิชย์ นิติพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม พร้อมด้วย นายพสภัค มายืนยง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานทั่วไป นางสาวรมิดา นิลประภัสสร หัวหน้าระดับห้องเรียน EP นางสังวร บุญมา ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายปฐมวัย เพื่อสอบถามถึงข้อมูลที่ปรากฏในเพจดัง ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ปกครองเริ่มให้ความสนใจและขอให้ชี้แจงประเด็นที่มีการเกิดข้อสงสัยทั้งหมดที่เกิดขึ้น

โดยนายพสภัค มายืนยง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานทั่วไป เผยว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในการนำเสนอผ่านเพจดังไม่เป็นความจริง เพราะการเรียนการสอนดังกล่าวไม่ได้เป็นการเปิดสอน Summer ซึ่งระเบียบขอกระทรวงสั่งการว่าไม่ได้สามารถทำได้แต่เป็นการเรียนสำหรับปรับพื้นฐานก่อนเปิดการศึกษาซึ่งเป็นการดำเนินการมาตั้งแต่ตนเองย้ายมาทำการสอนที่โรงเรียนนี้ตั้งแต่ปี 2546 จะมีหยุดการเรียนการสอนก็คือช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19

นายพสภัค กล่าวว่า การดำเนินการ ในปีนี้ก็เป็นไปตามปกติซึ่งเป็นไปตามระเบียบของโครงการที่มีการจัดขึ้น โดยเป็นไปตามคณะกรรมการที่ได้ตกลงและข้อมูลที่ลงในเพจดังกล่าวก็มี ข้อมูลที่ผิดหลายเรื่องเช่นข้อมูลทางด้านเรื่องของอาหารกลางวันมูลค่าประมาณ 1.3 แสนบท ในความเป็นจริงแล้ว ค่าอาหารกลางวันอยู่ที่ราว 700,000 กว่าบาท และยังมีความคลาดเคลื่อนในข้อมูลหลายอย่าง

“การดำเนินการปีนี้ผมมีหน้าที่เป็นพิธีกรซึ่งเป็นไปตามที่ผู้ปกครองสมัครใจและมีกระแสตอบรับว่าอยากให้โรงเรียนได้ดำเนินการเช่นนี้อีก เพราะการประชุมผู้ปกครองในปีนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่าร้อยละ 90 และเปิดให้มีการซักถามในกรณีข้อสงสัยต่างๆแต่ก็ไม่มีใครตั้งข้อสงสัยในที่ประชุม นอกจากนี้เรายังมีการแจ้งไปว่าหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมให้ประสานไปยังคุณครูประจำชั้นเพื่อติดตามในเรื่องดังกล่าวหรือสอบถามแต่ก็ไม่มีคำถามใดใดซึ่งเป็นประเด็นในการตอบกลับมาเช่นกัน” นายพสภัค กล่าว

นายพสภัค กล่าวต่ออีกว่า ส่วนในประเด็นที่มีการตั้งข้อสงสัยว่ามีเปอร์เซ็นต์ในการสอน 5% หรือ 10% ตรงนั้นเป็นการดำเนินการโดยท่านผู้อำนวยการเพื่อไม่ได้ไปกระทบกับงบประมาณของโรงเรียน ซึ่งได้นำมาเป็นค่าน้ำค่าไฟค่าดำเนินการโดยนำเข้าโรงเรียนทั้งหมด และการสั่งการให้มีการดำเนินการเรียนการสอนปรับพื้นฐานท่านก็ไม่ได้ทราบมาก่อนเนื่องจากท่านเพิ่งย้ายมาดำรงตำแหน่งเพียงไม่กี่เดือน และยังเป็นช่วงที่ท่านผู้อำนวยการถูกไปช่วยราชการจึงได้มีการแต่งตั้งรองผู้อำนวยการที่รักษาการแทนโดยเมื่อมีคำถามดังกล่าวเกิดขึ้นว่าจะยังคงมีการเรียนการสอนให้ปรับฐานการเรียนรู้ก่อนเปิดเทอมหรือไม่รองผู้อำนวยการที่รับหน้าที่ในการปฏิบัติงานก็ยังคงยืนยันว่าให้มีการดำเนินต่อไป โดยมีการสอบถามไปเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา

นายพสภัค กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีดังกล่าวเชื่อว่าเป็นการร่วมมือกันระหว่างคนภายในและบุคคลภายนอกที่ต้องการจะดิสเครดิตโรงเรียน และตอนนี้ครูหลายหลายคนก็รู้สึกกระทบกระเทือนความรู้สึกเนื่องจากการร้องเรียนดังกล่าวทำให้ต้องมีครูผู้สอนต้องมีรายชื่อไปอยู่ในกระบวนการในการถูกสอบสวนโดยที่เป็นช่วงที่ต้องมีการเร่งเตรียมการการสอนให้มีความพร้อมที่สุดแต่ต้องมาเจอปัญหาเหล่านี้ซึ่งมีการดำเนินการมาแล้วตลอดหลายปีจึงขอวอนว่าคนที่ทำเรื่องนี้ ขอให้หยุดกระทำเนื่องจากสิ่งที่จะเสียชื่อก็คือโรงเรียนและกำลังใจของครู

นางสาวรมิดา นิลประภัสสร แ กล่าวว่าการเรียนการสอนเพื่อปรับพื้นฐานซึ่งมีมานานโดยเดิมทีเคยมีการแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้กับผู้บริหารแต่ในยุคของท่านผู้อำนวยการคนใหม่ได้ตัดสิ่งเหล่านี้ออกไปและให้นำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเกี่ยวกับการชำระค่าน้ำค่าไฟการจ้างบุคลากร และเปอร์เซ็นต์ในส่วนที่หักให้คุณครู เหล่านี้ก็ได้ถูกนำไปใช้ดำเนินการในการจัดซื้อดำเนินการสร้างสื่อการเรียนการสอนเนื่องจากท่านผู้อำนวยการได้เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้เข้าไปดูห้องเรียนของเด็กๆ โดยได้มีการนำอุปกรณ์การเรียนการสอนเสริมเข้ามาในแต่ละห้องเรียนซึ่งหากไม่มีเงินกองกลางตรงนี้ก็จะต้องมีการนำเงินส่วนตัวมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายและมีการออกใบเสร็จอย่างถูกต้องสิ่งเหล่านี้หรือไม่ที่อาจจะเป็นแรงจูงใจทำให้คนที่เสียผลประโยชน์ได้มีการนำเรื่องนี้ออกมาตีแผ่

” และในส่วนเรื่องของการเดินทางไปดูงานในต่างประเทศซึ่งทั้งท่านผู้อำนวยการได้มีการสั่งการกับคณะครูที่เดินทางไปด้วยว่า การเดินทางมาดูงานครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการเดินทางมาเที่ยวแต่เป็นการเดินทางมาดูแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอน ว่าจะมีปัญหาอะไรและสามารถแก้ปัญหาอะไรได้บ้างและขอให้ทำให้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด เนื่องจากเราต้องดูแลเด็กนักเรียนเป็นจำนวนมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เพิ่งเคยได้ยินจากปากผู้บริหารคนแรกที่มีการสั่งการลงมาอย่างเป็นทางการทั้งก่อนและหลังในการไปทำ” หัวหน้าระดับห้องเรียน EP กล่าวปิดท้าย

ดร.วชิรวิชย์ นิติพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม เผย ต่อหน้าคณะผู้บริหารและครูผู้สอนว่า ขอพูดตามหลักการว่าการเรียนการสอนปรับพื้นฐาน เป็นสิ่งที่โรงเรียนสามารถทำได้ซึ่งเป็นไปตามคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานแจ้งไว้ว่าสามารถทำได้ ซึ่งทางเราได้มีการดำเนินการโดยมีการเสนอไปยังคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนและสอบถามไปยังผู้ปกครองว่ายังคงมีให้ดำเนินการเช่นนี้หรือไม่ในรูปแบบของคณะกรรมการ ในช่วงที่ผมมารับตำแหน่ง ซึ่งทราบว่ามีการมาหลายปีแล้ว ซึ่งเป็นไปในภาคการสมัครใจ

ดร.วชิรวิชย์ กล่าวว่า มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมถูกไปช่วยราชการที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐมเขต 1 ซึ่งได้มีท่านรองผู้อำนวยการได้รักษาการอยู่ก็ได้แจ้งกลับไปว่าก็ยังจะต้องคงมีไว้ ไว้ตามปกติ ส่วนเรื่องการเก็บเงินเราดำเนินการด้วยการเห็นชอบจากคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งการแบ่งและจัดสรรเงินที่ได้รับมาเราได้แบ่งมาเป็นค่าอาหารกลางวันให้กับนักเรียนเนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอมเราไม่สามารถตั้งเบิกงบประมาณค่าอาหารกลางวันได้ อีกส่วนได้มีการแยกออกเป็นการใช้ไปในสื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์ต่างๆรวมถึงบุคลากรที่เข้ามาช่วยงานเช่นขายของขายอาหารให้กับนักเรียน ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นน้ำจิตน้ำใจที่จะต้องมีให้กับคนที่มาช่วยงาน อีกส่วนคือค่าสาธารณูปโภค นี่คือที่มาที่ไป

ดร.วชิรวิชย์ กล่าวว่ามีตัวเลขหลายอย่างที่คลาดเคลื่อนเช่นค่าอาหารกลางวันตรงนี้หากทาง Pages ดังกล่าวมีข้อสงสัยขอให้ติดต่อเข้ามาหรือเข้ามาตรวจสอบได้เลยเรามีเอกสารยืนยันเรามีข้อมูลชัดเจนในการที่จะชี้แจงให้ทราบ รวมถึงท่านผู้ปกครองที่ได้บอกว่าร้องไปเราก็ยินดี ที่จะให้ตรวจสอบได้เลย ส่วนผลการ ดำเนินการตอนนี้เพิ่งจะจบโครงการไปเราก็ยังไม่ได้รับรายงานจากท่านรองผู้อำนวยการที่สั่งการไปว่าผลสรุปเป็นอย่างไร และก็ยังไม่ได้รายงานกลับไปยังที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐมเขตหนึ่งได้ทราบ แต่กระบวนการสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด ซึ่งเรามีการดำเนินการในรูปแบบของการเป็นคณะ กรรมการซึ่งจะมีคุณครูที่จะได้รับหน้าที่แต่ละคนซึ่งจะต้องทำรายงานชี้แจงออกมาอย่างชัดเจน และเราก็ให้เกียรติครูทุกคนทั้งในการประชุมในส่วนของคณะผู้บริหารและครูผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้งานเกิดประสิทธิภาพและสามารถเดินไปได้อย่างดีที่สุด

ดร.วชิรวิชย์ กล่าวเสริมว่า กระแสการต่อต้านเรื่องการปรับพื้นฐานการเรียนการสอนสำหรับผู้ปกครองไม่มีเลยเนื่องจากผมเพิ่งเรียกประชุมไปเมื่อวันที่ 9 และ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้ปกครองหลายคนก็บอกว่าดีมากและอยากให้มีการสอนพิเศษตอนเย็นแต่เราไม่สามารถทำได้เนื่องจากผิดตามหลักการที่กระทรวงว่าไว้ และทราบว่าเคยมีผู้บริหารได้เงินส่วนแบ่งตรงนี้แต่ตนเองได้สั่งตัดออกเพื่อนำมาใช้ในการบริหารการเรียนการสอน

“คือส่วน 10 เปอร์เซ็นต์ ผมได้สั่งการไปว่าให้นำไปใช้เป็นค่าสาธารณูปโภคของสถานที่ศึกษาและอีก 5 เปอร์เซ็นต์ เอาไว้เป็นกองกลางเพื่อเป็นกำลังใจซื้อข้าวซื้อน้ำให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อขวัญกำลังใจ แต่ผมทราบมาว่าก่อนหน้านี้เงินจำนวนนี้เคยถูกแบ่งออกให้กับผู้บริหารซึ่งผมรู้แล้ว แต่ผมพูดอะไรมากไม่ได้ และผมทราบดีว่าผมเองเป็นคนที่ย้ายมาจากเขตพื้นที่อื่น เพื่อที่จะมาอยู่ที่นี่ปณิธานเดียวของผมที่มีคืออยู่แล้วต้องพัฒ